| Kanete's profile๐oO World Cup Man Oo๐PhotosBlogLists | Help |
|
There are no categories in use.
|
May 05 เพจเจอร์ จ้า
เพจเจอร์ ข้อความที่ฉันส่งถึงเธอ
![]() หลังจากที่เมื่อปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมาเราได้ร่วมกันอำลา โทรเลข กันไปเรียบร้อยแล้ว ทำให้หวนนึกถึงอดีตว่า ก่อนหน้านี้ มีอะไรที่เราเคยใช้กันแล้วหลงลืมไปบ้าง หากจะพูดถึงอุปกรณ์การสื่อสารที่สะดวกสบายและได้รับความนิยมที่สุดในยุคนี้ แทบทุกคนคงตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า โทรศัพท์มือถือ ซึ่งทุกวันนี้กลายเป็นปัจจัยที่6(ต่อจากเงิน) ที่ขาดไม่ได้ในชีวิตประจำวัน ชนิดมีกันแทบทุกคน บางคนมีเครื่องเดียวยังไม่พอเลย ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ก็ด้วยประโยชน์เอนกประสงค์ ทำได้แทบทุกอย่างทั้ง โทรศัพท์ ส่งข้อความ ฟังวิทยุ ฟังเพลง ถ่ายรูป ถ่ายวีดีโอ เล่นเกมส์ ดูหนัง ดูทีวี เล่นอินเทอร์เน็ต ทว่า ก่อนการมาถึงของโทรศัพท์มือถือและเครื่องพีซีที ในยุคหนึ่งถ้ายังจำกันได้(ประมาณปี2530-2540) เราเคยติดต่อสื่อสารกันผ่านเครื่อง เพจเจอร์ หรือที่เรียกอีกอย่างว่า แพ็กลิงค์ ส่วนในภาษาทางการบอกว่าเป็น วิทยุติดตามตัว(ก็ติดตามตัวจริง บ้างก็ติดตามเข็มขัด ห้อยกับกางเกง กระโปรงแล้วแต่ความถนัด)
วัตถุทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าสีดำ(รุ่นแรกๆ) ที่จะสั่นทุกครั้งที่มีข้อความเข้ามาที่เครื่อง เมื่อกดดูก็จะพบตัวหนังสือแสดงอยู่บนหน้าจอยาวๆ มีหลากหลายยี่ห้อ ทั้ง 152 โฟนลิ้งค์ 1500 อีซี่คอล 1144 แพ็คลิงค์(ยี่ห้อนี้ฮิตขนาดคนใช้เรียกแทน เพจเจอร์เลย คล้ายๆกับยี่ห้อ แฟ๊บ ที่เราใช้เรียกแทนผงซักฟอก) 142 เวิร์ลเพจ 162 ฮัทชิสัน 1188 สามารถ โพสต์เทล ราคาในตอนนั้นก็มีตั้งแต่ 1000-5000 บาท หมายเลขมี7ตัวคล้ายๆเบอร์บ้าน(ใครยังจำได้บ้าง) แรกเริ่มเดิมที เพจเจอร์ได้รับความนิยมในแวดวงธุรกิจและข้าราชการ เพื่อใช้ติดต่อสื่อสารในการทำงาน ส่วนนอกเวลางานก็ใช้ติดต่อธุระส่วนตัว ในยุคนั้น เพจเจอร์ มีบทบาทอย่างมากในวงการวิทยุ โดยการเป็นสื่อกลางในการสื่อสารระหว่างผู้จัดรายการกับผู้ฟัง เพื่อใช้แจ้งข่าวสาร ขอเพลง เล่นเกมส์ ร่วมเสนอแนะ ฯ
ต่อมา เพจเจอร์ ก็เริ่มได้รับความนิยมในหมู่วัยรุ่นมากขึ้น ผู้ผลิตเริ่มมีการออกแบบรูปทรงให้มีความทันสมัยและมีสีสันที่สดใส หลากหลายมากขึ้น ทำให้เพจเจอร์กลางเป็นเครื่องมือสื่อสารแห่งยุคไปโดยปริยาย หนุ่มๆสาวๆส่วนใหญ่ในตอนนั้นใช้ เพจเจอร์ ในการสานความสัมพันธ์กัน แทนการเขียนจดหมายที่ดูจะชักช้าล้าสมัยไม่ทันเวลา จะโทรศัพท์หาก็เปลืองเงินแถมบางบ้านมีโทรศัพท์เครื่องเดียวก็ไม่สะดวก จะโทรตู้สาธารณะก็ลำบากแลกเหรียญแถมยืนขาแข็งอีก
ต่างกับเพจเจอร์ที่ส่งข้อความเร็วและมีความเป็นส่วนตัวสูง เพราะนอกจากคอลเซ็นเตอร์ก็มี เธอเพียงคนเดียวที่ได้ข้อความ(ถ้าไม่มีใครไปแอบอ่านนะ) เมื่อนึกย้อนกลับไป ชายหนุ่มหลายคนยังคงจำภาพตัวเองยืนในตู้โทรศัพท์หยอดเหรียญ แล้วบอกข้อความที่ซึ้งบ้าง เสี่ยวบ้าง เน่าบ้าง ขำบ้าง ที่ต้องบอกผ่านทางคอลเซ็นเตอร์สาวเสียงใสด้วยความเขินอาย จากนั้นก็กลับไปบ้านไปนอนลุ้นว่า เธอ ได้รับแล้วจะรู้สึกอย่างไร ส่วนหญิงสาวคงจำความรู้สึกหลังจากที่ได้เปิดอ่านข้อความแล้วได้ หลายคนนอนอมยิ้มฝันดีไปทั้งคืนเลยทีเดียว
อันที่จริงอารมณ์การส่ง เพจเจอร์ ก็คงไม่ต่างอะไรกับการส่ง SMS มากมายนัก ต่างก็แค่ เพจเจอร์ จะส่งข้อความได้มากกว่าการส่ง SMS แต่ส่งหาได้แค่คนเดียว(SMS ก็อปแล้วส่งได้เรื่อยๆ) และมีขั้นตอนการส่งที่แตกต่างเล็กน้อย คือ ไม่ต้องพิมพ์เอง ข้อความที่ส่งในขณะนั้นส่วนใหญ่จะเป็น กลอน สั้นๆ ประมาณ1บท คล้องบ้างไม่คล้องบ้าง แต่เน้นสื่อความหมายเป็นสำคัญ กระนั้น ส่วนตัวกลับรู้สึกว่า เพจเจอร์ มีเสนห์บางอย่างที่พิเศษกว่าการส่ง SMS มีตัวอย่างข้อความที่ใช่ส่งใน เพจเจอร์ มาให้อ่านแล้วอมยิ้มกันเล่น คนหลายล้านคนบนโลก หอบความคิดถึงมาแสนไกล ให้ฉันได้อยู่เคียงข้าง จะเก็บดวงดาวน้อยบนฟากฟ้า หัวใจดวงนี้ไม่มีอะไร รู้ไว้เถอะนะคนดี วันเกิดปีนี้อยากให้ของขวัญเป็นไม้วิเศษ อยากเอาดอกไม้ไปให้ที่บ้าน พอแค่นี้ก่อนเดี๋ยวจะหวานมากไป ปรากฏการณ์ดีๆที่เกิดขึ้นในยุคนั้น ก็คือกำเนินกวีสมัครเล่นมากมาย ที่ใช้ ความรัก เป็นแรงบันดาลใจในการแต่งกลอนดีๆขึ้นมา จำไม่ได้ว่า เพจเจอร์ เสื่อมความนิยมไปเมื่อไหร่ แต่รู้สึกตัวอีกทีเราก็ลืมมันไปเสียสนิทแล้ว คนร่วมสมัยอย่างเราๆ ตอนนี้ถ้าไป บอกใครว่ายังใช้ เพจเจอร์ อยู่คงโดนหาว่าโบราณครํ่าครึน่าดู ยิ่งไปคุยกับเด็กรุ่นใหม่นี่แถบไม่ต้องพูดถึงเลย คงโดนถามกลับมาว่า มันคืออะไรเหรอ
แปลกนะที่บางสิ่ง ในยุคสมัยหนึ่งเป็นของทันสมัย ใครไม่มีถือว่าเชย แต่พอเวลาผ่านไป กลับกลายเป็นของที่ล้าสมัย ใครใช้ถูกหาว่าเชย กาลเวลาหมุนผ่าน สิ่งที่เปลี่ยนแปลงบ่อยที่สุดก็คือ ความเปลี่ยนแปลง ถึงงั้นก็จะจดจำไว้ว่า ครั้งหนึ่งเราเคยได้ใช้ เพจเจอร์ ที่มา
March 11 หนังสือดีๆ ที่อยากให้อ่าน![]() ในช่วงอายุปลาย 50 ไมเคิล เกทส์ กิลล์ มีพร้อมทุกอย่าง ทั้งบ้านหรูชานเมือง ครอบครัวที่อบอุ่น และงานใรเอเจนซีโฆษณาระดับสูงพร้อมเงินเดือน 6 หลัก แต่เมื่อเขาอายุเกือบ 60 ปี เขาก็สูญเสียทุกสิ่งทุกอย่าง เริ่มแรกเขาถูกไล่ออกจากงาน ต่อมาชูสาวได้ให้กำเนิดลูกชาย และทำให้ชีวิตสมรส 20 ปีสิ้นลง จากนั้น เข้าได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นเนื้องอกในสมองที่กำลังเติบโตอย่างช้าๆ
กิลล์ไม่มีเงิน ไม่มีประกันสุขภาพ และไม่มีความหวัง
วันหนึ่ง จณะที่เขานั่งในร้าน STARBUCKS แห่งหนึ่งในแมนฮัตตัน เขาดื่มลาเต้ซึ่งถือเป็นความหรูหราที่พอหาได้สิ่งสุดท้าย กำลังครุ่นคิดถึงโชคร้ายของตนและทางเลือกที่แทบไม่เหลืออยู่ในชีวิต นตอนนั้นเองที่ คริสตัล ธอมพ์สัน ผู้จัดการของ STARBUCKS อายุ 28 ปี ก็เข้ามาเสนองานให้เขาด้วยอารมณ์กึ่งหยอกล้อ เขาไม่มีทางเลือกและรับงานนั้น และเปลี่ยนจากการดื่มกาแฟในชุดสุดหรู ไปเป็นคนเสิร์ฟในเครื่องแบบสีเขียว เขาถูกบีบให้รับรู้อคติที่ฝังแน่นในใจของเขา ได้เรียนรู้ชีวิตในอีกแง่มุมหนึ่งจากเพื่อนร่วมงานที่เป็นคนกลุ่มที่อยู่ต่ำต้อยในสังคม
สิ่งเหล่านี้เปลี่ยนแปลงให้เขากลายเป็นไมค์คนใหม่ที่มองโลกจากตำแหน่งที่ต่ำกว่าที่เคยเป็น และตระหนักว่าเขามีความสุขกับงานใหม่นี้มากกว่าที่เคยเป็นมาตลอดชีวิต
จากปกหลังของหนังสือ
HOW STARBUCKS SAVED MY LIFE
January 26 ผู้ชายก็เจ็บเป็นนะเมื่อรักร้าว...ผู้ชายก็เจ็บเป็น บ่อยครั้งที่ผู้หญิงบอกเลิกแล้ว ผู้ชายต้องทนเก็บงำความเจ็บปวดไว้ในใจ เมื่อต้องแยกทางกับคนรัก ผู้ชายมักจะจมอยู่กับความเศร้า หรือไม่ก็ร้องไห้อยู่หลายชั่วโมงจนไม่ได้หลับได้นอน โดยอาจมีคนที่ยอมรับฟังความทุกข์อยู่ให้กำลังใจ
ซึ่งทุกขณะที่น้ำตาหรือความเศร้าของผู้ชายไหลหลั่งออกมานั้น มันหมายถึงการพยายามยุติความเศร้าโศกเสียใจให้เร็วที่สุดเท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะทำได้ แคนาดาออนไลน์- ปกติเวลาคู่รักทะเลาะหรือเลิกรากัน ส่วนใหญ่เรามักจะเห็นฝ่ายหญิงเป็นคนปล่อยโฮ หรือออกอาการทำใจไม่ได้แบบสุดๆ แต่อันที่จริงแล้วเมื่อความรักเดินมาจนสุดทางและต้องจบลงด้วยการเลิกรา ผู้ชายเองก็เจ็บและชอกช้ำไม่แพ้กัน ที่ผู้ชายไม่ค่อยออกอาการเสียอกเสียใจนั้น ไม่ใช่ว่าไม่รู้สึกอะไร แต่ผู้ชายมักคิดว่ามันไม่ใช่เรื่องที่จะต้องแสดงความรู้สึกเสียอกเสียใจจะเป็นจะตายให้ใครเห็น หรือจะให้ลดอาการเจ็บช้ำด้วยการสวาปามอาหารไม่หยุดหรือเปลี่ยนทรงผมก็ใช่ที่ เมื่อต้องแยกทางกับคนรัก ผู้ชายมักจะจมอยู่กับความเศร้า ไม่ก็ร้องไห้อยู่หลายชั่วโมงจนไม่ได้หลับได้นอนโดยอาจมีคนที่ยอมรับฟังความทุกข์อยู่ให้กำลังใจ ซึ่งทุกขณะที่น้ำตาหรือความเศร้าของผู้ชายไหลหลั่งออกมานั้นมันหมายถึงการพยายามยุติความเศร้าโศก เสียใจให้เร็วที่สุดเท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะทำได้ ความเชื่อของคนทั่วไปที่ว่าเมื่ออกหัก หรือรักคุดแล้วอะไรๆ จะเลวร้ายลงดูจะไม่ใช่ในมุมมองของผู้ชาย หนุ่มๆ หลายคนที่เพิ่งจะได้เป็นคนโสดหมาดๆ หรือได้กลับมามีอิสระใหม่อีกครั้ง ใช้ชีวิตโสด(อีกครั้ง)อย่างคุ้มค่าทุกเสี้ยววินาที แต่บางทีการปิดบังความรู้สึกที่แท้จริงก็ทำให้ผู้หญิงพากันเชื่ออย่างเอาเป็นเอาตายว่าผู้ชายเจ็บไม่เป็น ทั้งที่จริงผู้ชายเลือกที่จะสลัดความเศร้าโศก ผิดหวัง เสียใจออกไปจากหัวใจที่ปวดร้าวต่างหาก "วิธีที่ว่ามานั่นน่ะ ไม่ใช่แบบที่ผมเคยทำเลย" แกรี ชายวัย 49 ปี กล่าว "การสิ้นสุดความสัมพันธ์เป็นประสบการณ์ที่เลวร้ายมากสำหรับผู้ชายส่วนใหญ่" บางครั้งผู้ชายก็แอบร้องไห้ อย่างไรก็ตาม จากบทสนทนาตามรายการวิทยุที่ได้ยินได้ฟังจากสถานีวิทยุนอกเมือง ในแคนาดานั้น แสดงให้เห็นว่า ผู้ชายมักจะซ่อนความรู้สึกเจ็บปวดได้ดีกว่าผู้หญิง ทั้งนี้ แกรี เล่าให้ฟังว่าอาการอกหักครั้งเลวร้ายที่สุดในชีวิตของเขาก็คือตอนที่ภรรยาทิ้งโน้ตบอกลาเขาไว้บนโต๊ะอา หาร เพื่อจบความสัมพันธ์ที่มีมาถึง 9 ปี ซึ่งเขาก็ยอมรับว่า ความเจ็บปวดในครั้งนั้นทำให้เขาต้องใช้เวลารักษาแผลใจเกือบสองปี "ผมไม่เคยนึกไม่เคยฝันเลยว่าจะใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้อีกครั้ง ผู้หญิงคนนั้นเป็นชีวิตทั้งชีวิตของผม" ถ้าแกรี เจ็บปวดชอกช้ำซะขนาดนั้นแล้วเขารักษาแผลใจอย่างไรเล่า? แกรี บอกว่า เขามีเพื่อนดีๆ เอาไว้พูดคุยปรึกษาหารือด้วยอยู่สองสามคน ซึ่งก็มีทั้งผู้ชายและผู้หญิง เพื่อนๆ ได้ดึงเขาออกมาจากความเศร้าในยามที่เขาไม่มีแรงใจที่จะทำอะไร และด้วยเหตุใดไม่ทราบ เขาก็สามารถก้าวผ่านช่วงเวลาอันเลวร้ายนั้นได้โดยไม่เคยพึ่งเหล้า ผู้ชายก็เจ็บเป็น นอกจากกรณีของแกรีแล้ว ทิม นายหน้าขายที่ดินวัย 27 ปี ก็เล่าว่า การแยกทางกับคนรักได้เปลี่ยนแปลงเขา เขาเริ่มมองหาสาวๆ ที่อยากจะมีอะไรๆ กับเขาแต่ไม่ต้องการมีพันธะใดๆ ต่อกัน "ผมก็แค่ไม่อยากที่จะพาตัวเองกลับไปยังจุดเดิม ไปเสียอกเสียใจแบบเดิมๆ" ทิม บอก "ผมกลายเป็นผู้ชายที่แข็งแกร่ง ผมไม่แสดงความรู้สึกใดๆ ต่อหน้าคนอื่น" เรื่องราวเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดาของผู้ชายที่ผิดหวังกับความรัก ดร.ชีลา โอเบิร์น นักจิตวิยา ที่เมืองคัลแกรี ประเทศแคนาดา กล่าว "บางที่อาจจะพูดได้ว่า ผู้ชายอาจจะเป็นฝ่ายเจ็บปวดมากกว่า เพราะพวกเขาไม่ได้ระบายความรู้สึกออกมาแบบที่ผู้หญิงทำ มันเป็นเรื่องของสภาวะทางจิตและอารมณ์ ที่ผู้ชายไม่อาจร้องไห้อย่างโจ่งแจ้งได้" ดร.โอเบิร์น บอกว่า ตอนนี้สังคมกำลังเปิดโอกาสให้ผู้ชายแสดงอารมณ์ของพวกเขาออกมา แนวทางที่ว่านี้มีให้เห็นทั่วไปตามหนังสือแนะวิธีเยียวยาตัวเองจากอาการอกหัก อย่างไรเสีย แม้ทิมจะใช้วิธีการเก่าๆ คือทุ่มเทเวลาให้กับงาน เล่นกีฬาอาทิตย์ละ 4 ครั้ง และใช้เวลาอยู่กับตัวเองให้มากก็ตาม ทว่าเขาก็ไม่ได้แสดงอาการว่าเศร้าโศกเสียใจแต่อย่างใด "ผมก็หวังนะว่า ผมเองจะมีลูกบ้าพอที่จะแสดงให้คนรอบข้างรู้ได้ตลอดเวลาว่าที่จริงแล้วผมคิดอะไรและรู้สึกอย่างไร"
ที่มา forward mail ครับ
January 17 สิ่งที่เรียนรู้ เมื่ออายุปูนนี้
|
||||
|
|